ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ที่คลุกคลีในวงการมานานกว่าทศวรรษ การมองย้อนกลับไปยังงาน Motor Expo ปี 2017 พร้อมวิเคราะห์ถึงพัฒนาการและผลกระทบของยานยนต์ที่เปิดตัวในยุคนั้นจนถึงปัจจุบันในปี 2025 ถือเป็นบทเรียนอันล้ำค่า ปี 2017 เป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เริ่มปรากฏให้เห็น ไปจนถึงการปรับตัวของตลาดที่ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจว่ารถยนต์รุ่นเด่นๆ และเทรนด์ที่เกิดขึ้นใน Motor Expo 2017 ได้วางรากฐานให้กับภูมิทัศน์ยานยนต์ในปี 2025 อย่างไรบ้าง รวมถึงเจาะลึกถึงความน่าสนใจของรถยนต์บางรุ่นที่ยังคงได้รับความนิยมในฐานะ รถมือสอง ที่คุ้มค่า
Hyundai H1 Touring 2018: MPV อเนกประสงค์ที่ยืนหยัดเหนือกาลเวลา
ย้อนกลับไปในปี 2017 Hyundai H1 Touring 2018 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามในตลาดไทย ด้วยจุดเด่นที่ยากจะหาคู่แข่งในเรื่องของราคาที่เข้าถึงได้ ควบคู่ไปกับความพร้อมใช้งานสำหรับการเดินทางแบบครอบครัวใหญ่ หรือการใช้งานเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก จากมุมมองของปี 2025 เรายังคงเห็น H1 โลดแล่นอยู่บนท้องถนนจำนวนมาก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จภายใต้แนวคิด “การเดินทางที่…สบายที่สุด” ฟังก์ชันที่ครบครัน และความแข็งแกร่งทนทานในแบบฉบับรถยนต์สายพันธุ์เกาหลี ทำให้ H1 กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่นในกลุ่ม MPV อเนกประสงค์ ที่มีพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ
การออกแบบภายนอก: ความเรียบง่ายที่ลงตัว (ปี 2017 vs. ปี 2025)
ในปี 2017 การออกแบบของ H1 Touring เน้นความทันสมัยที่เรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง มิติตัวถังขนาด 5,125 x 1,920 x 1,925 มม. สะท้อนถึงพื้นที่ใช้สอยภายในที่กว้างขวาง กระจังหน้าที่ออกแบบใหม่ให้ดูโฉบเฉี่ยวและหรูหราขึ้นในยุคนั้น ยังคงให้ลุคที่ดูดีในปัจจุบัน กระจกมองข้างปรับและพับด้วยไฟฟ้าพร้อมไฟเลี้ยว LED อำนวยความสะดวกสบาย เสาอากาศแบบ Short-Type เพื่อความคล่องตัวในการเข้าอาคารที่มีความสูงจำกัด ไฟตัดหมอกเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัย โดยรวมแล้ว แม้ดีไซน์จะไม่ได้หวือหวาเท่ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในปี 2025 แต่ความเรียบหรูและฟังก์ชันการใช้งานของ H1 ก็ยังคงตอบโจทย์ได้อย่างไม่ตกยุค โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มองหา รถครอบครัว ที่คุ้มค่าในตลาด รถมือสอง กล้องมองหลังพร้อมฟังก์ชัน Bird’s Eye View ที่เคยเป็นจุดเด่นในยุคนั้น ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นและมีประโยชน์อย่างยิ่งในการจอดรถขนาดใหญ่เช่น H1
มาตรฐานภายใน: ความสะดวกสบายที่เน้นการใช้งานจริง
ภายในห้องโดยสารของ H1 Touring ในปี 2017 ได้รับการออกแบบมาเพื่อความกว้างขวางและความสะดวกสบายในการขับขี่ เบาะนั่งทั้งหมด 11 ที่นั่ง (รวมที่นั่งสำรอง) โดยเฉพาะเบาะแถวที่ 2 ที่สามารถปรับหมุนได้ 180 องศา เป็นฟังก์ชันที่โดดเด่นและยังคงเป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการจัดวางพื้นที่ภายใน เบาะสีเบจให้ความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย ปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศแยกสำหรับด้านหลังช่วยให้ผู้โดยสารเย็นสบายทั่วถึง พวงมาลัยปรับระดับสูง-ต่ำ และรัศมีวงเลี้ยวแคบ 5.6 เมตร ทำให้ H1 ขนาดใหญ่คันนี้มีความคล่องตัวเกินคาด ระบบเครื่องเสียง 2 DIN รองรับ CD/MP3/USB/iPod และรุ่น Deluxe ยังมาพร้อมจอ LCD ทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง GPS และจอ LCD ติดเพดาน 10.1 นิ้วสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง แม้ในปี 2025 ระบบ Infotainment จะก้าวหน้าไปมาก แต่ฟังก์ชันเหล่านี้ก็ยังถือว่าใช้งานได้จริงและให้ความบันเทิงในการเดินทางได้อย่างเพียงพอ H1 เป็นตัวอย่างของรถที่ไม่ได้เน้นความทันสมัยล้ำยุคในทุกรายละเอียด แต่ให้ความสำคัญกับ ประโยชน์การใช้งาน และความแข็งแกร่งทนทาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาด รถมือสอง
ขุมพลังและสมรรถนะ: เครื่องยนต์ดีเซลที่ไว้ใจได้
H1 Touring 2018 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล A2 2.5 ลิตร CRDi DOHC 16 Valve VGT ที่ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 441 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดพร้อมระบบ Sequential Shift ซึ่งให้การตอบสนองที่ทันใจและคล่องตัวในทุกช่วงความเร็ว เครื่องยนต์ดีเซลนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ H1 มี สมรรถนะการขับขี่ ที่ดีเยี่ยมสำหรับการบรรทุกผู้โดยสารจำนวนมากหรือสัมภาระ และยังให้ ความประหยัดน้ำมัน ที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนักของตัวรถ ในปี 2025 แม้กระแส รถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ไฮบริด จะมาแรง แต่ เครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูง อย่าง H1 ก็ยังคงมีข้อดีในเรื่องของแรงบิดและการรองรับเชื้อเพลิงที่หลากหลาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟยังไม่ครอบคลุม
ความปลอดภัย: มาตรฐานที่เพียงพอ
ในด้านความปลอดภัย H1 Touring 2018 มาพร้อมระบบป้องกันล้อล็อก (ABS), ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS, เข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด และ 2 จุด, สัญญาณกันขโมย, ไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED และโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ Four Rings ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นมาตรฐานความปลอดภัยพื้นฐานที่สำคัญในยุคนั้น และยังคงให้ความมั่นใจในการขับขี่ในปัจจุบัน แม้ในปี 2025 รถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะมีระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงมากมาย แต่พื้นฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่งของ H1 ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงราคาในตลาด รถมือสอง
Toyota Vios 2017: รถซีดาน B-Segment ที่ยังน่าซื้อในปี 2025?
คำถามที่ว่า “Toyota Vios 2017 มือสอง ยังน่าซื้อไหมในปี 2025?” ได้รับคำตอบที่ชัดเจนจากตลาดว่า “ยังน่าสนใจอย่างยิ่ง” Vios 2017 ซึ่งเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ที่เปิดตัวระหว่างปี 2017-2022 ยังคงเป็นรถเก๋งซีดาน B-Segment ที่ได้รับความนิยมสูงในตลาด รถมือสอง ของประเทศไทย ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมายาวนานของโตโยต้าในเรื่อง ความทนทานสูง ประหยัดน้ำมัน และ ค่าซ่อมบำรุงต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริโภคยุค 2025 ยังคงให้ความสำคัญอย่างมาก
จุดเด่นที่ยังคงสร้างความน่าสนใจในปี 2025:
ดีไซน์สปอร์ตและทันสมัย: การออกแบบภายใต้แนวคิด “Keen Look” ที่เน้นความสปอร์ตและโฉบเฉี่ยว ด้วยชุดโคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์รมดำ กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) แบบ LED ในรุ่นท็อป ทำให้ Vios 2017 ยังคงดูทันสมัย ไม่ตกยุค และเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนในปัจจุบัน
ขุมพลัง 1.5 ลิตร Dual VVT-i และเกียร์ CVT 7 สปีด: เครื่องยนต์รหัส 1.5 ลิตร Dual VVT-i ได้รับการปรับปรุงให้มีสมรรถนะที่ดีขึ้นและโดดเด่นในเรื่อง ความประหยัดน้ำมัน ที่สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ถึง 17-19 กิโลเมตรต่อลิตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT 7 สปีด ให้การขับขี่ที่นุ่มนวลและตอบสนองทันใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ยังคงเป็นที่ต้องการใน รถยนต์ประหยัดน้ำมัน ในปี 2025
ระบบความปลอดภัย VSC+TRC ทุกรุ่นย่อย: นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2017 ที่ Toyota ได้ติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว (VSC) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TRC) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ซึ่งเป็นการยกระดับ เทคโนโลยีความปลอดภัยรถยนต์ ที่เหนือกว่ารถในระดับเดียวกันหลายรุ่นในยุคนั้น และยังคงให้ความมั่นใจในการขับขี่จนถึงปัจจุบัน
ค่าซ่อมบำรุงต่ำและหาอะไหล่ง่าย: ด้วยเครือข่ายศูนย์บริการที่กว้างขวาง ช่างผู้เชี่ยวชาญ และอะไหล่ที่มีให้เลือกทั้งของแท้และอะไหล่ทดแทนในราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้ Vios 2017 เป็นรถที่ บำรุงรักษาง่าย และมี ค่าซ่อมบำรุงต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ รถมือสอง
ตลาดซื้อง่ายขายคล่อง: การเป็นรถตลาดที่ได้รับความนิยมสูง ทำให้ราคาขายต่อไม่ตกมากนัก และสามารถหาผู้ซื้อต่อได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นข้อดีที่ยังคงโดดเด่นในปี 2025
Vios 2017 เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์คันแรก พนักงานออฟฟิศ หรือครอบครัวขนาดเล็กที่ต้องการ รถยนต์ราคาประหยัดและไว้ใจได้ พร้อมให้ ความปลอดภัยเต็มพิกัด จึงยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
Motor Expo 2017: ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริงสู่ปี 2025
งาน Motor Expo 2017 ภายใต้ธีม “ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริง – New Age Vehicles.. A Distant Dream comes true” เป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังและทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ ณ ขณะนั้น ซึ่งเมื่อมองจากปี 2025 หลายสิ่งที่เราเห็นเป็น “ฝันไกล” ในวันนั้น ได้กลายเป็นความจริงและเป็นมาตรฐานใหม่ไปแล้ว
3.1. กลุ่มรถหรูและสมรรถนะสูง: พัฒนาการที่ก้าวกระโดด
ในปี 2017 ค่ายรถหรูต่างงัดไม้เด็ดมาโชว์ศักยภาพ
Aston Martin DB11: รถ GT Coupe 2+2 ที่นั่ง ที่เปิดตัวพร้อมเครื่องยนต์ V12 และ V8 ทวินเทอร์โบ (5.2 ลิตร 608 แรงม้า และ 4.0 ลิตร 510 แรงม้า) ซึ่งเป็นผลผลิตแรกจากความร่วมมือกับ Daimler A.G. ในปี 2025 นี้ พลังและความหรูหราของ DB11 ยังคงเป็นที่ยอมรับ แต่ทิศทางของ รถหรูมือสอง สมรรถนะสูงเริ่มหันไปสู่ ยานยนต์ไฟฟ้า และ ไฮบริด ที่ให้กำลังขับเคลื่อนไม่แพ้กัน
Audi: Meister Technik ผู้จำหน่ายใหม่ ได้รุกตลาดเต็มที่ด้วย R8 Coupe V10 (5.2 ลิตร 540 แรงม้า) ซูเปอร์คาร์ที่ยังคงเป็นเรือธง A5 Sportback (2.0 ลิตรเทอร์โบ 190-252 แรงม้า) และ A4 Avant (2.0 ลิตรเทอร์โบ 252 แรงม้า) ที่ตอบโจทย์ทั้งความสปอร์ตและความอเนกประสงค์ ในปี 2025 Audi ได้ก้าวเข้าสู่ยุค ยานยนต์ไฟฟ้า เต็มตัวด้วยตระกูล e-tron แต่รถยนต์เครื่องสันดาปจากยุค 2017 อย่าง A5 หรือ A4 Avant ก็ยังคงให้ สมรรถนะการขับขี่ ที่น่าประทับใจและเป็นทางเลือกที่ดีในตลาด รถมือสอง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบแบรนด์เยอรมัน
BMW/MINI: นำเสนอ 630d Gran Turismo (3.0 ลิตรดีเซล 265 แรงม้า) ซึ่งมาแทน 5 Gran Turismo เดิม X3 xDrive20d Highline (2.0 ลิตรดีเซล 190 แรงม้า) และ 530e Plug-in Hybrid (2.0 ลิตรเบนซินเทอร์โบ + มอเตอร์ไฟฟ้า 252 แรงม้า) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของ รถยนต์ไฮบริด แบบเสียบปลั๊กที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มรถหรู ในปี 2025 BMW ได้ผลักดันเทคโนโลยี i (ไฟฟ้า) และ PHEV อย่างเต็มที่ ซึ่ง 530e จากปี 2017 ถือเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ การเดินทางอย่างยั่งยืน ในกลุ่มพรีเมียม
Maserati: นำเสนอ Levante S GranSport (3.0 ลิตร V6 เบนซินทวินเทอร์โบ 430 แรงม้า) ซึ่งเป็น SUV พรีเมียม ที่เสริมทัพให้กับแบรนด์อิตาเลียนอย่าง Maserati ซึ่งเคยมีเพียง Ghibli และ Quattroporte นอกจากนี้ Gran Turismo Sport V8 4.7 ลิตร 460 แรงม้า ก็ยังคงเป็นที่จดจำในเรื่องของเสียงเครื่องยนต์อันดุดัน ในปี 2025 Maserati ได้เข้าสู่ยุคของ ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยเช่นกัน แต่ รถหรูมือสอง อย่าง Levante ก็ยังคงเป็นที่ต้องการสำหรับผู้ที่มองหาความแตกต่าง
Mercedes-Benz: เปิดตัว Mercedes-AMG GT C Roadster (V8 4.0 ลิตร 558 แรงม้า) และ GT R (V8 4.0 ลิตร 585 แรงม้า) ซูเปอร์คาร์ที่ถอดแบบจากรถสนาม Maybach S560 Premium (4.0 ลิตร V8 469 แรงม้า) ที่ยกระดับความหรูหราไปอีกขั้น และ S350d (3.0 ลิตรดีเซล 286 แรงม้า) ที่เน้น เครื่องยนต์ดีเซลประสิทธิภาพสูง สำหรับตลาดต่างจังหวัด ในปี 2025 Mercedes-Benz เป็นผู้นำในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า และ ไฮบริด โดยเฉพาะในกลุ่ม luxury แต่ AMG GT จากปี 2017 ยังคงเป็นตำนานของ สมรรถนะการขับขี่ แบบดิบๆ ที่หลายคนใฝ่หา
Porsche/Bentley: Porsche เปิดตัว All New Cayenne S (2.9 V6 เทอร์โบคู่ 440 แรงม้า) และ Panamera Sport Turismo/Executive รวมถึง 911 Carrera GTS (3.0 ลิตรเทอร์โบ 450 แรงม้า) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น Bentley นำเสนอ Bentayga W12 (6.0 ลิตร 608 แรงม้า) และ Flying Spur W12 (6.0 ลิตร 625 แรงม้า) ในปี 2025 Porsche ได้ผลักดัน Taycan เข้าสู่ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า อย่างเต็มตัว แต่ Cayenne E-Hybrid ที่เริ่มมีตัวเลือกในปี 2017 ก็เป็นรากฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน
Rolls-Royce: GHOST Series II (V12 เทอร์โบ 570PS) Wraith และ Dawn ยังคงเป็นสุดยอดของความหรูหราและประณีต ซึ่งในปี 2025 แบรนด์ Rolls-Royce ก็ยังคงรักษาจุดยืนนี้ไว้ แต่ได้เริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุค ยานยนต์ไฟฟ้า แล้วเช่นกัน
3.2. กลุ่มรถยนต์ตลาดและเทคโนโลยีใหม่: มุ่งสู่ยุคพลังงานทางเลือก
Motor Expo 2017 เป็นปีที่หลายค่ายเริ่มแสดงทิศทางของ นวัตกรรมยานยนต์ ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมตลาดในอนาคต:
Hyundai: นอกจาก H1 แล้ว ยังนำ Ioniq Electric รถยนต์ไฟฟ้า 100% (28kWh วิ่งได้ 250 กม.) และ RN30 Concept รถต้นแบบ สมรรถนะสูง มาจัดแสดง ซึ่งในปี 2025 Hyundai ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ระดับโลกอย่างแท้จริง สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 2017
Kia: กล้านำ Stinger ซาลูนขับหลัง 2.0 ลิตรเทอร์โบ 255 แรงม้า มาขาย พร้อม Soul EV รถยนต์ไฟฟ้า (30kWh วิ่งได้ 250 กม.) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดไทยเริ่มเปิดรับรถยนต์สมรรถนะสูงจากเกาหลีใต้ และ ยานยนต์ไฟฟ้า มากขึ้น
Nissan: ชูธง “Intelligent Mobility” โดยนำ Leaf รถยนต์ไฟฟ้า (40kWh วิ่งได้สูงสุด 400 กม.) และ Note e-Power รถยนต์ไฮบริด ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก (1.2 ลิตรปั่นไฟ) มาโชว์ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการเปลี่ยนผ่านสู่ การเดินทางอย่างยั่งยืน ได้อย่างชัดเจน ในปี 2025 Nissan ยังคงสานต่อแนวคิดนี้อย่างต่อเนื่อง และ รถยนต์ไฮบริด และ รถยนต์ไฟฟ้า ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของผลิตภัณฑ์ในตลาด
Mazda: เปิดตัว CX-5 ใหม่ (2.0 ลิตรเบนซิน 165 แรงม้า และ 2.2 ลิตรดีเซล 175 แรงม้า) พร้อมเทคโนโลยี SkyActiv ที่ยังคงเน้น ความประหยัดน้ำมัน และ สมรรถนะการขับขี่ ที่สนุกสนาน การปรับปรุงช่วงล่างและภายในให้ดีขึ้น สะท้อนถึงการแข่งขันในตลาด SUV อเนกประสงค์ ที่ดุเดือดขึ้น
MG: นำ MG ZS ครอสโอเวอร์ 1.5 ลิตร 114 แรงม้า พร้อมระบบ i-SMART สั่งการด้วยเสียงภาษาไทย มาเปิดตัว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาของแบรนด์ MG ที่เน้น เทคโนโลยีรถยนต์ อัจฉริยะในราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งในปี 2025 MG ได้กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาด รถยนต์ไฟฟ้า ที่สำคัญของไทย
Isuzu/Mitsubishi/Ford/Chevrolet/Foton/Honda/Subaru: แบรนด์เหล่านี้ยังคงนำเสนอรถยนต์ที่เน้นตลาดหลักอย่างรถกระบะ (รถกระบะสมรรถนะสูง) PPV (SUV พรีเมียม) และรถยนต์นั่งขนาดเล็กไปจนถึงกลาง (รถครอบครัว) โดยมีการปรับปรุงดีไซน์และเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น เช่น D-Max ไมเนอร์เชนจ์ของ Isuzu, Triton Athlete ของ Mitsubishi, Ranger และ Everest ของ Ford ซึ่งสะท้อนถึงการแข่งขันที่เข้มข้นในแต่ละเซกเมนต์
บทสรุป: จากความฝันสู่ความเป็นจริงในปี 2025
Motor Expo 2017 ไม่ใช่เพียงแค่งานจัดแสดงรถยนต์ธรรมดา แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สะท้อนถึงทิศทางและแนวโน้มที่กำลังจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การเปิดตัว รถยนต์ไฮบริด และ รถยนต์ไฟฟ้า หลายรุ่น ทั้งในกลุ่มพรีเมียมและกลุ่มตลาด mass การยกระดับ เทคโนโลยีความปลอดภัยรถยนต์ ให้เป็นมาตรฐานในรถยนต์ราคาเข้าถึงได้ การแข่งขันที่ดุเดือดในตลาด SUV อเนกประสงค์ และรถกระบะ ตลอดจนการเติบโตของแบรนด์ใหม่ที่นำเสนอนวัตกรรมในราคาที่คุ้มค่า ล้วนเป็นรากฐานที่ส่งผลให้ภูมิทัศน์ยานยนต์ในปี 2025 มีความหลากหลายและน่าตื่นเต้นอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
สำหรับผู้บริโภคในปี 2025 การมองย้อนกลับไปที่รถยนต์รุ่นต่างๆ จากปี 2017 ไม่ว่าจะเป็น Hyundai H1 ที่ยังคงโดดเด่นในฐานะ MPV อเนกประสงค์ ที่ทนทาน หรือ Toyota Vios 2017 ที่ยังคงเป็น รถมือสอง ที่ ประหยัดน้ำมัน และ คุ้มค่า ย่อมเป็นบทเรียนสำคัญว่า การเลือกรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งาน พร้อมด้วย เทคโนโลยีความปลอดภัยรถยนต์ ที่เหมาะสม และ ค่าบำรุงรักษาน้อย คือหัวใจสำคัญของการเป็นเจ้าของรถอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่แกะกล่อง หรือ รถมือสอง ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วหลายปีก็ตาม อนาคตของยานยนต์ยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แต่รากฐานที่มั่นคงจากอดีตจะยังคงเป็นบทเรียนที่สำคัญเสมอ

